top of page

น้ำยาล้างจานล้างผักได้ไหม? ทำไม FDA ถึงไม่แนะนำให้ใช้

28 ก.ค.
ยาว 1 นาที


"ล้างจานที่ใส่อาหารได้ แต่ทำไมล้างผักไม่ได้?" หลายคนเชื่อว่า หากน้ำยาล้างจานอ่อนโยนพอที่จะล้างภาชนะที่เราใช้รับประทานอาหาร ก็น่าจะปลอดภัยสำหรับผักและผลไม้เช่นกัน แต่ความจริงแล้ว "ภาชนะสัมผัสอาหาร" กับ "อาหารโดยตรง" เป็นคนละมาตรฐานความปลอดภัย

น้ำยาล้างจานคืออะไร?

น้ำยาล้างจาน (Dishwashing Detergent) คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดคราบไขมัน โปรตีน และสิ่งสกปรกบนภาชนะ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ "สารลดแรงตึงผิว (Surfactant)" ที่ช่วยให้คราบต่าง ๆ หลุดออกและถูกชะล้างด้วยน้ำได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกออกแบบภายใต้หลักการสำคัญคือ

"ต้องล้างน้ำออกหลังการใช้งาน"

จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้กับอาหารโดยตรงหรือถูกประเมินความปลอดภัยในกรณีที่อาจมีสารตกค้างอยู่บนอาหาร

แล้วทำไมถึงใช้ล้างจานที่ใส่อาหารได้?

คำตอบคือ "เพราะมาตรฐานความปลอดภัยยอมรับให้มีสารตกค้างในระดับต่ำมากได้" ภาชนะอย่างแก้ว สแตนเลส หรือเซรามิก มีพื้นผิวเรียบและสามารถล้างสารทำความสะอาดออกได้ง่าย จึงมีโอกาสเกิดสารตกค้างในปริมาณที่ต่ำมากหลังการล้างน้ำอย่างถูกวิธี

กล่าวคือ

น้ำยาล้างจานปลอดภัยเพราะสารตกค้างหลังการล้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

แล้วทำไมถึงล้างผักไม่ได้?

ผักและผลไม้มีโครงสร้างที่แตกต่างจากภาชนะทั่วไป เช่น

  • มีพื้นผิวขรุขระ

  • มีชั้นใบซ้อนกันหลายชั้น

  • มีรูพรุนหรือชั้นไขธรรมชาติบนผิวผลไม้บางชนิด

จึงทำให้สารลดแรงตึงผิวอาจเกาะติดอยู่บนพื้นผิวหรือซอกต่าง ๆ ได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) จึงไม่แนะนำให้ใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาล้างจานในการล้างผักและผลไม้ เพราะอาจมีสารตกค้างหลงเหลืออยู่ได้

มาตรฐานความปลอดภัยเขาวัดกันอย่างไร?

การประเมินความปลอดภัยของสารเคมีจะพิจารณาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  • Hazard (ความเป็นพิษของสาร)

  • Exposure (ปริมาณสารที่ร่างกายได้รับ)

นั่นหมายความว่า สารชนิดเดียวกันอาจปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ร่างกายได้รับ

ตัวอย่างเช่น

  • สารตกค้างบนภาชนะหลังการล้างในระดับต่ำมาก อาจอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

  • แต่หากใช้กับอาหารโดยตรง จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยอีกมาตรฐานหนึ่ง

ดังนั้น คำว่า "ปลอดภัย" ไม่ได้หมายความว่า "ไม่มีสารตกค้าง" แต่หมายถึง "มีสารตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัย"

วิธีล้างผักที่แนะนำ

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ยังคงแนะนำว่า "น้ำสะอาด" เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการล้างผักและผลไม้ โดยมีวิธีดังนี้

  • ล้างด้วยน้ำสะอาดที่ไหลผ่านอย่างน้อย 20-30 วินาที

  • ใช้มือถูเบา ๆ ระหว่างล้าง

  • เด็ดใบนอกของผักใบออกก่อนล้าง

  • ใช้แปรงสำหรับผักผลไม้ในกรณีที่เป็นผักหรือผลไม้ผิวแข็ง

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง สามารถใช้วิธีอื่นร่วมด้วยได้ เช่น 1. แช่น้ำผสมเบกกิ้งโซดา งานวิจัยพบว่าการแช่แอปเปิลในสารละลายเบกกิ้งโซดา 1% สามารถช่วยลดสารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดบนผิวผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำ

  • ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ต่อน้ำสะอาดประมาณ 2 แก้ว (500 มิลลิลิตร)

  • แช่ประมาณ 10-15 นาที

  • ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

2. น้ำเกลือ การแช่น้ำเกลือสามารถช่วยลดสิ่งสกปรกหรือแมลงขนาดเล็กที่ติดมากับผักบางชนิดได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชได้ดีกว่าการล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสารละลายเบกกิ้งโซดา

ดังนั้น หากต้องการลดสารตกค้างบนผักและผลไม้ "น้ำสะอาด" และ "เบกกิ้งโซดา" จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายกว่าการใช้น้ำยาล้างจาน

สรุป

น้ำยาล้างจานถูกออกแบบมาเพื่อล้างภาชนะ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล้างอาหาร
  • ล้างจานได้ เพราะสารตกค้างหลังการล้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

  • ไม่ควรใช้ล้างผักและผลไม้ เพราะไม่ได้ถูกออกแบบและทดสอบให้ใช้กับอาหารโดยตรง

  • ผักและผลไม้มีโครงสร้างที่ทำให้สารตกค้างอาจล้างออกได้ยากกว่า

  • น้ำสะอาดยังคงเป็นวิธีที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารแนะนำมากที่สุด

  • หากกังวลเรื่องสารตกค้าง สามารถใช้การแช่น้ำสะอาดหรือสารละลายเบกกิ้งโซดาร่วมกับการล้างน้ำสะอาดได้

เพราะคำว่า "อ่อนโยน" ไม่ได้แปลว่า "รับประทานได้" และ "ใช้กับภาชนะสัมผัสอาหารได้" ก็ไม่ได้หมายความว่า "ใช้กับอาหารโดยตรงได้" เสมอไป


เอกสารอ้างอิง

 
 
 

ความคิดเห็น


© 2009 Pavara Prosperity Co.,Ltd.

bottom of page