น้ำยาล้างจานล้างผักได้ไหม? ทำไม FDA ถึงไม่แนะนำให้ใช้

"ล้างจานที่ใส่อาหารได้ แต่ทำไมล้างผักไม่ได้?" หลายคนเชื่อว่า หากน้ำยาล้างจานอ่อนโยนพอที่จะล้างภาชนะที่เราใช้รับประทานอาหาร ก็น่าจะปลอดภัยสำหรับผักและผลไม้เช่นกัน แต่ความจริงแล้ว "ภาชนะสัมผัสอาหาร" กับ "อาหารโดยตรง" เป็นคนละมาตรฐานความปลอดภัย
น้ำยาล้างจานคืออะไร?
น้ำยาล้างจาน (Dishwashing Detergent) คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดคราบไขมัน โปรตีน และสิ่งสกปรกบนภาชนะ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ "สารลดแรงตึงผิว (Surfactant)" ที่ช่วยให้คราบต่าง ๆ หลุดออกและถูกชะล้างด้วยน้ำได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกออกแบบภายใต้หลักการสำคัญคือ
"ต้องล้างน้ำออกหลังการใช้งาน"
จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้กับอาหารโดยตรงหรือถูกประเมินความปลอดภัยในกรณีที่อาจมีสารตกค้างอยู่บนอาหาร
แล้วทำไมถึงใช้ล้างจานที่ใส่อาหารได้?
คำตอบคือ "เพราะมาตรฐานความปลอดภัยยอมรับให้มีสารตกค้างในระดับต่ำมากได้" ภาชนะอย่างแก้ว สแตนเลส หรือเซรามิก มีพื้นผิวเรียบและสามารถล้างสารทำความสะอาดออกได้ง่าย จึงมีโอกาสเกิดสารตกค้างในปริมาณที่ต่ำมากหลังการล้างน้ำอย่างถูกวิธี
กล่าวคือ
น้ำยาล้างจานปลอดภัยเพราะสารตกค้างหลังการล้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
แล้วทำไมถึงล้างผักไม่ได้?
ผักและผลไม้มีโครงสร้างที่แตกต่างจากภาชนะทั่วไป เช่น
มีพื้นผิวขรุขระ
มีชั้นใบซ้อนกันหลายชั้น
มีรูพรุนหรือชั้นไขธรรมชาติบนผิวผลไม้บางชนิด
จึงทำให้สารลดแรงตึงผิวอาจเกาะติดอยู่บนพื้นผิวหรือซอกต่าง ๆ ได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) จึงไม่แนะนำให้ใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาล้างจานในการล้างผักและผลไม้ เพราะอาจมีสารตกค้างหลงเหลืออยู่ได้
มาตรฐานความปลอดภัยเขาวัดกันอย่างไร?
การประเมินความปลอดภัยของสารเคมีจะพิจารณาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
Hazard (ความเป็นพิษของสาร)
Exposure (ปริมาณสารที่ร่างกายได้รับ)
นั่นหมายความว่า สารชนิดเดียวกันอาจปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ร่างกายได้รับ
ตัวอย่างเช่น
สารตกค้างบนภาชนะหลังการล้างในระดับต่ำมาก อาจอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
แต่หากใช้กับอาหารโดยตรง จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยอีกมาตรฐานหนึ่ง
ดังนั้น คำว่า "ปลอดภัย" ไม่ได้หมายความว่า "ไม่มีสารตกค้าง" แต่หมายถึง "มีสารตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัย"
วิธีล้างผักที่แนะนำ
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ยังคงแนะนำว่า "น้ำสะอาด" เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการล้างผักและผลไม้ โดยมีวิธีดังนี้
ล้างด้วยน้ำสะอาดที่ไหลผ่านอย่างน้อย 20-30 วินาที
ใช้มือถูเบา ๆ ระหว่างล้าง
เด็ดใบนอกของผักใบออกก่อนล้าง
ใช้แปรงสำหรับผักผลไม้ในกรณีที่เป็นผักหรือผลไม้ผิวแข็ง
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง สามารถใช้วิธีอื่นร่วมด้วยได้ เช่น 1. แช่น้ำผสมเบกกิ้งโซดา งานวิจัยพบว่าการแช่แอปเปิลในสารละลายเบกกิ้งโซดา 1% สามารถช่วยลดสารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดบนผิวผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีทำ
ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ต่อน้ำสะอาดประมาณ 2 แก้ว (500 มิลลิลิตร)
แช่ประมาณ 10-15 นาที
ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
2. น้ำเกลือ การแช่น้ำเกลือสามารถช่วยลดสิ่งสกปรกหรือแมลงขนาดเล็กที่ติดมากับผักบางชนิดได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชได้ดีกว่าการล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสารละลายเบกกิ้งโซดา
ดังนั้น หากต้องการลดสารตกค้างบนผักและผลไม้ "น้ำสะอาด" และ "เบกกิ้งโซดา" จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายกว่าการใช้น้ำยาล้างจาน
สรุป
น้ำยาล้างจานถูกออกแบบมาเพื่อล้างภาชนะ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล้างอาหาร
ล้างจานได้ เพราะสารตกค้างหลังการล้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
ไม่ควรใช้ล้างผักและผลไม้ เพราะไม่ได้ถูกออกแบบและทดสอบให้ใช้กับอาหารโดยตรง
ผักและผลไม้มีโครงสร้างที่ทำให้สารตกค้างอาจล้างออกได้ยากกว่า
น้ำสะอาดยังคงเป็นวิธีที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารแนะนำมากที่สุด
หากกังวลเรื่องสารตกค้าง สามารถใช้การแช่น้ำสะอาดหรือสารละลายเบกกิ้งโซดาร่วมกับการล้างน้ำสะอาดได้
เพราะคำว่า "อ่อนโยน" ไม่ได้แปลว่า "รับประทานได้" และ "ใช้กับภาชนะสัมผัสอาหารได้" ก็ไม่ได้หมายความว่า "ใช้กับอาหารโดยตรงได้" เสมอไป
เอกสารอ้างอิง
U.S. FDA, Selecting and Serving Produce Safely : https://www.fda.gov/food/buy-store-serve-safe-food/selecting-and-serving-produce-safely
U.S. FDA, 7 Tips for Cleaning Fruits and Vegetables : https://www.fda.gov/consumers/consumer-updates/7-tips-cleaning-fruits-vegetables
Journal of Agricultural and Food Chemistry (2017), Effectiveness of Commercial and Homemade Washing Agents in Removing Pesticide Residues on and in Apples
U.S. Department of Agriculture (USDA), Safe Handling of Fruits and Vegetables : https://www.fsis.usda.gov




ความคิดเห็น